LIVE ขายของก็เก็บข้อมูลลูกค้าได้ ไม่มีระบบดูด ไม่เสียเงินสักบาท ทำยังไง? (2565)

บทความนี้เขียนในปี พ.ศ. 2565

LIVE ขายของก็เก็บข้อมูลลูกค้าได้ ไม่มีระบบดูด ไม่เสียเงินสักบาท ทำยังไง?

ก่อนอื่นต้องเกริ่นก่อนว่าเรื่องนี้ต่อยอดมาจากปัญหาของเพื่อนเรา ในสมัยที่ไลฟ์แล้วลูกค้าเริ่มเยอะ ทำให้เกิดปัญหา

  1. สรุปยอดช้า
  2. สรุปยอดผิด
  3. จำไม่ได้ว่าใครจ่ายแล้วหรือใครยังไม่ได้จ่าย (เพราะแชทในไลน์เยอะมากๆ)

ตอนนั้นมีความรู้แค่ Excel พื้นๆ ก็เลยออกแบบ ตารางสำหรับเก็บข้อมูลตอนไลฟ์ ให้เพื่อน โดยมีแค่ 3 คอลัมน์ง่ายๆ คือ รหัสสินค้า ชื่อไอจีลูกค้า (ให้ก๊อปวางอย่างเดียว) และ ราคาสินค้า แล้วก็ทำ PivotTable ง่ายๆ ขึ้นมา ช่วยให้เพื่อนสรุปยอดได้ไวมากเมื่อเทียบกับร้านอื่น เพราะจบไลฟ์ปุ๊บ เห็นยอดขายรวมทันที เห็นเลยว่าลูกค้าคนไหนซื้อกี่รหัสยอดรวมเท่าไหร่บ้าง

จนพอตัวเองได้มาไลฟ์ขายเครื่องประดับของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะเป็นรายได้เสริม เป็นงานเสริมที่ดูเหมือนไม่จริงจังมาก แต่จริงๆ แล้วเพราะการมี Pivot Table ทำให้เราได้เห็นข้อมูลหลายอย่าง ที่วัดด้วยตัวเลขจริงๆ ไม่ใช่ความรู้สึก

  • รู้ทันทีว่าใครคือลูกค้าขาประจำ แยกได้ด้วยว่าคนไหนซื้อจำนวนชิ้นเยอะๆ แต่ราคาต่อชิ้นไม่แพงมาก หรือ คนไหนซื้อน้อยแต่เน้นของมีราคา ของหายาก
  • รู้ด้วยว่าสินค้าประเภทไหนคนอยากได้เยอะ
  • รู้ค่าเฉลี่ยต่อบิล ต่อชิ้นของสินค้าในร้าน

หลังจากนั้นก็เริ่มคิดต่อไปว่า งั้นเราสามารถจะสกัดเอาข้อมูลอะไรออกมาได้อีก? ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาธุรกิจไซส์จิ๋วนี้ มีอะไรน่าสนใจอีกไหมนะ? ก็เลยเป็นที่มาของการลองนั่งทำ Dashboard ของตัวเอง ผลลัพธ์ก็คือน่าสนใจมาก

  1. ในแง่หนึ่งมันทำให้ข้อมูลที่จริงๆ เราก็รู้อยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่เป็นตารางข้อมูลดิบ เข้าใจง่ายขึ้น เห็นภาพชัดขึ้น มองปราดเดียวรู้ทันที
  2. จากเดิมที่เคยรู้จักว่าลูกค้าคนไหนมีพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างไร ก็รู้ลึกขึ้นด้วยว่าในบรรดาลูกค้าทั้งหมด ใครที่มีพฤติกรรมการซื้อของโดดเด่นกว่าคนอื่น (เช่น ซื้อจำนวนชิ้นเยอะมาก ยอดซื้อต่อบิลสูงมาก หรือ ซื้อทุกไลฟ์ ไลฟ์ละชิ้น ฯลฯ) พอรู้ตรงนี้ก็ทำให้ได้ไอเดียไปต่อยอดกิจกรรมที่จะใช้สานสัมพันธ์กับลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเรารู้ใจเค้ามากขึ้น
  3. รู้จักธรรมชาติและหน้าที่ของสินค้าแต่ละตัว สินค้าบางตัว สวย หายาก ขายได้ในราคาสูง แต่ต้นทุนก็มาสูงมาก พวกนี้ไม่ได้มีไว้ทำกำไร แต่มีไว้สร้างชื่อเสียง กวักลูกค้าเข้าร้าน ทำให้ร้านน่าสนใจ สินค้าบางตัว สวยปานกลาง ไม่ได้หายาก ขายในราคาน่ารักได้ ต้นทุนไม่ได้สูง พวกนี้ทำรายได้มหาศาลและเข้าถึงง่ายกว่า เป็นที่ต้องการของคนจำนวนมาก
  4. พอรู้ว่าเฉลี่ยต่อบิลลูกค้าจ่ายประมาณเท่าไหร่ เฉลี่ยต่อชิ้นสินค้าเราราคาขายเท่าไหร่ เราก็จะรู้ว่าของบางชิ้นเราสามารถดันเพดานราคาขึ้นไปได้อีก เพื่อที่จะทำให้ยอดต่อบิลและต่อชิ้นเพิ่มสูงขึ้น ขายได้กำไรมากขึ้น
  5. ฝั่งต้นทุนและค่าใช้จ่าย ตรงนี้ชัดมาก ทำให้เห็นภาพเลยว่า บางทีเราเพิ่ม Value บางอย่างเข้าไปให้ร้านเราดูดี ให้สินค้าดูดี ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้นยังแทบไม่ขยับด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นลงทุนกับแพคเกจ ลงทุนกับบริการต่างๆ ที่จะอำนวยความสะดวกหรือสร้างความประทับใจให้ลูกค้าไปเลย นี่บอกกับผู้ช่วยเสมอว่า ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนแกะกล่องของขวัญ ไม่ใช่แกะของจากร้านสะดวกซื้อ
  6. ได้คำตอบที่ชัดเจนมาก ว่าเมื่อไหร่เราควรเพิ่มสินค้า ตอนแรกซีจะมีความกังวล ไม่กล้าสั่งของมาเยอะ เพราะกลัวขายไม่ได้ แต่พอเรารู้แล้วว่าลูกค้าคนไหน ชอบของประมาณไหน ของแบบไหนไปไว ของแบบไหนเป็นที่ตามหา เราก็ได้คำตอบว่าสินค้าแบบไหนที่สั่งมาเยอะหน่อยได้ แบบไหนที่สั่งน้อยหน่อย

วันนี้ที่มาแชร์เรื่องนี้ จะไม่พูดว่า “ข้อมูลสำคัญยังไง” หรือ “Data is the new oil.” ที่ฟังดูคูลๆ อย่างที่ใครๆ พูดกัน แต่จะบอกว่าการที่เรามีข้อมูล มันช่วยคอนเฟิร์มเซ้นส์บางอย่าง คือเราอาจจะมีความรู้สึกว่าทางนี้น่าจะเป็นทางที่เวิร์ค ถ้าไม่มีข้อมูล เราก็ต้องลุยเอา แล้วลุ้นเอาว่ามันเวิร์คหรือเปล่า แต่พอมีข้อมูลเราก็จะพอรู้ว่ามันมีแนวโน้มที่จะเวิร์คมากน้อยแค่ไหน อะไรที่ลุยดะได้เลย 100% หรืออะไรที่ควรลองที่ 25% ก่อน ยิ่งกับคนที่สายป่านไม่ยาว ไม่ได้มีเงินทุนมากมายให้ถลุงมาก การตัดสินใจบนพื้นฐานของการมีข้อมูล มันช่วยได้เยอะจริงๆ

ทุกวันนี้มันมีเครื่องไม้เครื่องมือเยอะมากที่เข้ามาช่วยเราทำงาน อยู่ที่เราจะหยิบมาประยุกต์ใช้ยังไง อย่างทั้งหมดนี้ที่ทำมา ก็เริ่มต้นจากความรู้ Excel ที่พื้นฐานมากๆ สุดท้ายไม่ใช่แค่แก้ปัญหาได้โดยไม่เสียเงินสักบาท แต่มันยังต่อยอดให้เราไปศึกษาต่อ เปิดโอกาสให้ชีวิตต่อไปได้อีก การได้ลองทำอะไรพวกนี้ทำให้ได้ฝึกทักษะใหม่ๆ โดยที่เราไม่ทันรู้ตัวเลยจริงๆ

ปล. แต่ถ้ามีเงินทุน ก็ซื้อระบบเค้าเถอะ ไม่ต้องมานั่งทำอะไรแบบนี้นะ ! 555


Leave a comment